19 เม.ย.

Promote facebook ช่วยเสริมแบรนด์

แบรนด์คือ สัญลักษณ์ รูปแบบ ดีไซน์ หรือการสื่อสารอะไรก็แล้วแต่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อระบุสินค้าหรือบริการนั้น เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งนั่นเอง แล้วเราจะทำอย่างไรกับแบรนด์ที่พึ่งสร้างของเรา ให้โด่งดังและเป็นที่จดจำของลูกค้า เมื่อลูกค้านึกถึงสิ่งนี้แล้วแบรนด์เราจะเข้าไปอยู่อันดับต้นๆเลย ซึ่งในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องง่ายมาก โดยใช้ตัวช่วยอย่าง Facebook ในการช่วยโปรโมท วันนี้เราก็มาดูกันถึง 5 เบสิคที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณดัง โดยใช้การ Promote facebook

1.โฟกัสจุดขายเพียงจุดเดียว

หากแบรนด์ของคุณมีจุดขายเด่นๆหลายข้อ ให้เลือกมาเพียงจุดขายเดียวที่เด็ดและเด่นที่สุด เนื่องจากในปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น ดังนั้นการเลือกมาหลายๆข้อจึงไม่เหมาะสม ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่า เพื่อตอกย้ำจุดเด่นนั้น ขยี้จุดเด่นนั้นให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายขึ้น

2.Content ต้องเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน

สร้าง Content ให้เชื่อมโยงทุกเรื่องไปที่จุดขายนั้นที่เราได้เลือกไว้จากข้อแรก เพื่อทำให้เวลาลูกค้าเข้ามาอ่าน หรือสนใจในสินค้าและบริการสามารถรู้ได้ทันทีว่าจุดขายนั้นของเราคืออะไร

3.เน้นกับการแก้ปัญหา

ลูกค้าบน Facebook ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากเราในทุกๆวัน เราจึงควรจะเลือกโพสต์ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราสามารถแก้ไขปัญหานั้นให้เขา และทำให้นึกถึงเราเป็นอันดับแรกเมื่อพบกับปัญหานั้น นอกจากนั้นถ้าเกิดการบอกต่อจะเป็นสิ่งที่ดีมาก

4.จำเป็นต้องซื้อโฆษณาจาก Facebook

ไม่ว่าโพสต์ของคุณจะดีแค่ไหน ก็ต้องซื้อโฆษณา Facebook เพราะทำให้ลูกค้าเห็นโพสต์ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายไปหากลุ่มเป้าหมายได้ตามที่เราต้องการ แนะนำให้ซื้อโฆษณา Facebook โดยใช้ Adverds Manager เพราะฟังค์ชั่นตัวนี้มีฟีจเจอร์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดกว่าการ Boost Post

5.ความสม่ำเสมอ

เป็นสิ่งที่วัดใจของเจ้าของแบรนด์ คุณต้องเข้าใจแบรนด์ของตัวเองจริง ต้องค่อยๆ ปรับปรุงและแก้ไขในผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันจะช่วยสร้างฐานของแบรนด์ให้แข็งแรง และคุณจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ของคุณอย่างสม่ำเสมอด้วยเพื่อให้กลุ่มลูกค้าคิดและเข้าใจว่าแบรนด์ของคุณมีการพัฒนาและเติบโตอยู่ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ

วิธีที่จะทำให้แบรนด์ของคุณดังและเป็นที่จดจำ ไม่ว่าจะใช้การ Promote facebook หรือวิธีใดๆก็ตาม มันไม่มีวิธีหรือเบสิคที่ตายตัวเสมอไป ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะปรับใช้วิธีต่างๆให้เหมาะสมกับแบรนด์ของคุณอย่างไร


9 เม.ย.

ก่อนออกบูธ ต้องนึกถึงอะไรบ้าง?

การออกบูธเป็นหนึ่งในงานอีเว้นท์ยอดฮิตที่หลายธุรกิจเลือกทำ บางอีเว้นท์ประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบรับดีจนเป็นที่รู้จัก ยอดทะลุเป้า แต่บางอีเว้นท์กลับมีกระแสตอบรับที่ไม่ดีมากนัก ผู้ออกบูธจึงควรหาข้อมูล และเลือกงานอีเว้นท์ที่จะไปออกให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองด้วย เราจึงนำสิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนไปออกบูธมาฝากกันค่ะ

ใครเป็นคนจัดงาน
อันดับแรก คือ ต้องดูที่คนจัดงาน หรือ Organizer ก่อนว่าเป็นใคร ทำงานเป็นอย่างไร อาจจะลองหารีวิวงานที่ผ่านมาเพื่อใช้ดูเป็นแนวทาง ทั้งในเรื่องผลตอบรับ และความรับผิดชอบต่องาน

เราขายอะไร
ก่อนออกบูธทุกครั้ง ควรคิดให้ดีว่าสินค้าของเราจะตอบโจทย์ และตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่จะไปออกงานอีเว้นท์หรือเปล่า มีคู่แข่งหรือมีบูธที่ขายสินค้าใกล้เคียงกับสินค้าของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าเลือกจัดโปรโมชั่น หรือจัดบูธให้แตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เราจะได้ผลตอบรับที่คุ้มค่าหรือไม่ เพราะถ้าเลือกออกงานอีเว้นท์ผิดก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนเช่นกัน

งานจัดที่ไหน
สถานที่จัดงาน นอกจากจะเป็นตัวกำหนดจำนวนคนที่มางานแล้ว ยังมีผลต่อการตัดสินใจมาร่วมงานด้วย เพราะมีหลายงานที่น่าสนใจแต่ดันมีข้อจำกัดในเรื่องการเดินทาง ห้องน้ำ หรือที่จอดรถ จนทำให้หลายคนตัดสินใจไม่ไปร่วมงานได้

 

จัดบูธอย่างไร
หาข้อมูลเพิ่มเติมว่าบูธใกล้ๆ ที่เราจัดเป็นธุรกิจสินค้าประเภทใดบ้าง เพื่อจะได้เตรียมตัวจัดบูธให้น่าสนใจกว่าบูธคู่แข่ง และเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดบูธด้วย ทั้งในเรื่องของขนาดบูธ อุปกรณ์ภายในบูธ ตำแหน่งของบูธรวมถึงรายละเอียดอื่นๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ป้องกันความผิดพลาด


3 เม.ย.

ประโยชน์ของการใช้งาน OpenStack ขององค์กร

OpenStack คืออะไร OpenStack มีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไรบ้าง เรามาไขข้อข้องใจ กับ https://training.nipa.cloud/  กันเลย

OpenStack เป็นชุดระบบซอฟแวร์บน Open Source และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Cloud ด้วย คนที่ใช้ระบบ Cloud คงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ยิ่งในปัจจุบัน OpenStack เริ่มเข้ามามีบทบาทในส่วนของการดำเนินงานของบริษัท และองค์กรต่างๆ มากขึ้น โดย OpenStack จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าให้ระบบ IT Infrastructure ของบริษัท และองค์กรต่างๆได้ แถมยังเป็นประโยชน์ในการสร้าง Cloud ขององค์กรอีกด้วย

OpenStack ทำให้ Cloud เป็นระบบที่สามารถ ควบคุมและบริหารจัดการ Hardware Resource ได้ดีขึ้น และยังสามารถทำ Consolidation  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้สามารถทำงานได้อย่างครบวงจร

– เมื่อเราใช้งาน OpenStack แล้ว เราสามารถเลือก และปรับแต่งแก้ไขภายในระบบ Cloud ได้ ซึ่งมันตอบโจทย์แน่นอนสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาระบบ Cloud ให้ตอบโจทย์ความต้องการของ Workload ที่มีหลากหลายรูปแบบ

– OpenStack จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยาย Resource ได้อย่างอิสระ สิ่งที่ได้คือเรามีทางเลือกที่มากขึ้นในการเพิ่มขยาย Resource ในอนาคต

– เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี Virtual Machine (VM) เป็นหลัก ทำให้ระบบมีความทนทานสูง สามารถกำจัด Single Point of Failure ได้ง่ายขึ้นด้วย

– OpenStack สามารถรองรับการทำ Network Functions Virtualization (NFV) ได้ ทำให้บริษัท หรือองค์กรสามารถก้าวเข้าสู่การทำ Software Defined Networking (SDN) ได้อย่างสบายๆ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ หรือมีประสบการณ์เบื้องต้นด้าน OpenStack อยู่แล้ว และต้องการพัฒนาตัวเอง เพื่อนำสิ่งที่ได้ไปเริ่มต้นในการใช้งานภายในบริษัท หรือองค์กรของตัวเอง ทาง Nipa.Cloud มีการจัด Training อบรมในหลักสูตร OpenStack ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์, ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ไปจนถึง ผู้ดูแล และจัดการระบบเฉพาะด้าน Cloud OpenStack

สามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/courses/ นะคะ


2 เม.ย.

promote post คืออะไร สำคัญอย่างไรกับการทำธุรกิจออนไลน์

ในตอนนี้ Facebook ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เพื่อ post ลงรูปเรา ลงรูปอาหาร พูดคุยกับเพื่อน หรือเอาไว้ post  เรื่องราวกิจวัตรประจำวันของเรา เพียงเท่านั้น แต่เรายังสามารถขายสินค้า ขายบริการของเราผ่าน Facebook ได้อีกด้วย วิธีการทำการตลาดผ่าน Facebook คือ การ promote post ซึ่งการ promote post นี้เองที่จะช่วยให้มีคนเข้าถึงสินค้าของเรามากขึ้น

แต่ในยุคปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็สามารถอัปเดตได้จาก facebook ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เวลาเราโพสต์อะไรไป ก็มักจะหายไปจากสายตาของลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการ promote post นั่นเอง การ promote post เป็นการส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นมองเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เป็นการทำให้ แฟน page  หรือลูกค้าที่ตามกด like เพจของเราเห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไว้ แถมเพื่อนของแฟน pageหรือลูกค้าเราก็มีโอกาสได้เห็นโพสต์นั้นๆ ด้วย โดยมีรายละเอียดเจาะจงตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ช่วงอายุ และ สิ่งที่สนใจแต่ในยุคปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็สามารถอัปเดตได้จาก facebook ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เวลาเราโพสต์อะไรไป ก็มักจะหายไปจากสายตาของลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการ promote post นั่นเอง การ promote post เป็นการส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นมองเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เป็นการทำให้แฟน pageหรือลูกค้าที่ตามกด like เพจของเราเห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไว้ แถมเพื่อนของแฟนเพจหรือลูกค้าเราก็มีโอกาสได้เห็นโพสต์นั้นๆ ด้วย โดยมีรายละเอียดเจาะจงตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ช่วงอายุ และ สิ่งที่สนใจ

ด้วยความที่ในปัจจุบันชุมชน facebook ได้ขยายใหญ่ขึ้น คนก็มากขึ้น การลงทุน promote post ให้ทุกคนเห็นก็ย่อมจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นมาก ทำให้ทาง facebook มีการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้โพสต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยไม่สูญเสียเงินไปโดยใช่เหตุ ส่วนจะทำให้คนเห็นมากขึ้นขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เราลงทุนซื้อโปรโมทนั่นเอง

ข้อดีของการ promote post- การ promote post ช่วยลดปัญหาการโพสต์แล้วไม่มีคนเห็น- กลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นลูกค้าได้เห็นโพสต์ที่เราโพสต์- เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

ข้อเสียของการ promote post- เพราะต้องมีการระบุรายละเอียดของคนที่ต้องการให้เห็นโพสต์ ทำให้เป็นการตีกรอบ- ตัดโอกาสจากลูกค้าที่เราคาดไม่ถึง จากการบังคับเลือกของ promote post

จะเห็นว่าการ promote post มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะ  promote post เป็นตัวช่วยที่จะทำให้การนำเสนอสินค้าบนโลกออนไลน์ประสบความสำเร็จ และได้ผลตอบรับดี ดังนั้นอย่าลืมเลือกสื่อออนไลน์เป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจของคุณ


1 เม.ย.

การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง Email Marketing

เชื่อว่านักธุรกิจรุ่นใหม่หลายๆคน ไม่รู้ว่า Email Marketing ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำ Digital Marketing และหลายคนมองว่า การทำการตลาดด้วย Email Marketing ล้าสมัยไปแล้ว วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงข้อดีในการทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง Email Marketing กัน

Email Marketing เป็นการทำการตลาดเชิงรุก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โดยเนื้อหาจะถูกส่งตรงเข้าไปที่อีเมลส่วนตัวของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งจะมีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างสูง สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และเชื่อมความสัมพันธ์กลับกลุ่มลูกค้าเก่าได้ และยังได้ผลมากโดยเฉพาะในวงการธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยโปรโมต Digital Marketing ในช่องทางอื่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

หากแบรนด์ของคุณต้องการเข้าถึง และสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น Email Marketing เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่จะสร้างเนื้อหาอย่างไรให้เกิดความสนใจ และทำให้คนอยากเปิดอ่านมากที่สุด ลองทำตามคำแนะนำ  4 ข้อ ดังนี้

1. เนื้อหาต้องมีแรงกระตุ้นและดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่จะได้สื่อสารได้อย่างตรงจุด และตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่นการเสนอโปรโมชั่นลดราคา 30% ให้สำหรับลูกค้าเก่า ก็จะเป็นการดึงฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อสินค้าของเราได้อีกทาง

  1. กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
    ควรใช้คำศัพท์ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความอยากมีส่วนร่วม และใช้ตัวอักษรที่โดดเด่น เช่น ตัวหนา หรือตัวอักษรที่มีสีสันตัดกันเพื่อดึงดูดความสนใจ และลูกค้ามักต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มากกว่าการขายแบบ Hard Sale
  2. ใช้งานได้ดีบนมือถือ
    มือถือนับเป็นอุปกรณ์หลักๆ อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ในการเช็คอีเมล ดังนั้นจึงควรสร้างเนื้อหาให้พอดี มีความน่าสนใจ และใช้งานได้ดีบนมือถือ เพื่อจะได้เป็นตัวช่วยในการสนับสนุน และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้รับอีเมลมากขึ้น
  3. ส่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเว้นระยะให้พอดี
    ควรเลือกช่วงเวลาที่มีอัตราการเปิดอ่านที่สูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งอีเมลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น และไม่ควรส่งอีเมลบ่อยหรือถี่จนเกินไป เพราะอาจสร้างความรำคาญให้กับลูกค้าได้

การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทางของ Email Marketing อาจแตกต่างกับช่องทางอื่นๆ อยู่ค่อนข้างมาก แต่สิ่งสำคัญในการทำการตลาดของทุกๆ ช่องทางก็คือการเข้าถึงลูกค้าเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ และส่งมอบคุณค่าให้กับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การขายของเพียงอย่างเดียว และการทำ Digital Marketing ให้ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ควรทำแค่เพียงช่องทางเดียว แต่ควรทำควบคู่กันไปกับในหลายๆ ช่องทาง เพื่อที่การตลาดของเราจะได้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด


29 มี.ค.

จำเป็นแค่ไหน ที่ต้องสร้างเว็บไซต์ให้ธุรกิจ

การทำธุรกิจสมัยนี้ การมีหน้าร้านตามข้างทาง หรือบ้านเรือน หรือห้างสรรพสินค้า อย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็วขึ้น การแข่งขันทางธุรกิจก็เปิดกว้างขึ้นเช่นกัน บทความนี้จึงจะมาพูดถึงหัวข้อ จำเป็นแค่ไหน ที่ต้องสร้างเว็บไซต์ให้ธุรกิจ

ในเรื่องราวของการทำธุรกิจ เว็บไซต์เปรียบเสมือนการสร้างหน้าร้านเพื่อโชว์สินค้าที่ต้องการขาย เพียงแต่อยู่บนโลกออนไลน์เท่านั้น แต่การทำเว็บไซต์ก็ต้องใช้การลงทุนอยู่ไม่น้อย เพื่อไม่ให้การลงทุนต้องศูนย์เปล่า ลองมาดูกันว่าธุรกิจของคุณจำเป็นต้องทำเว็บไซต์จริงๆ หรือเปล่า แล้วธุรกิจแบบไหนที่ควรมีเว็บไซต์

1. ธุรกิจที่มีราคาค่อนข้างสูง
ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ยิ่งถ้าหากคุณต้องการขายสินค้าที่มีราคาแพง แต่ลูกค้ากลับเสิร์ชข้อมูลใน google หรือ Facebook ไม่เจอ หรือหาช่องทางติดต่อไม่ได้ กลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตน ความน่าเชื่อถือก็จะถูกลดลงในทันที ซึ่งการมีเว็บไซต์ที่ระบุข้อมูลพื้นฐานอย่างข้อมูลติดต่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล หรือชื่อบริษัทก็จะทำให้ธุรกิจของคุณดูมีตัวตน และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้ดีทีเดียว

2. ธุรกิจที่ต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ
การใส่ข้อมูลที่ลูกค้าจำเป็นต้องรู้ลงไปในเว็บไซต์ เป็นเหมือนการวางรายละเอียดเพื่อให้ลูกค้าเข้าไปเรียนรู้ และค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าจำเป็นมาก เช่น เมื่อเข้ามาหน้าเว็บไซต์สิ่งแรกที่ลูกค้าต้องรู้คืออะไร อาจเป็นการแนะนำก่อนว่าธุรกิจเราคืออะไร ขายอะไร ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมต้องทำอย่างไรบ้าง ลูกค้าจะทำความเข้าใจเบื้องต้นผ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ ก่อนตัดสินใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ อีกที เป็นต้น

3. ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก
เว็บไซต์เปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมสินค้าสำหรับลูกค้า การลงทุนทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมาก จะช่วยลดเวลาในการซัพพอร์ตลูกค้าไปได้มาก นอกจากนี้ข้อมูลในเว็บไซต์ยังสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า จนสามารถเพิ่มจำนวนผู้ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการให้มากขึ้นได้อีกด้วย

การมีเว็บไซต์ที่ดีก็เหมือนการมีพนักงานขายที่พร้อมทำงานให้เราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าหากธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีเว็บไซต์ สิ่งนี้ก็จะช่วยเสริมให้ธุรกิจของคุณสร้างลูกค้าได้จริง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้แบรนด์แข็งแรงมากขึ้นได้อีกด้วย


26 มี.ค.

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตด้วยการใช้ระบบ Cloud

การพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้า เราจึงต้องหาเทคโนโลยีที่จะสามารถรองรับการใช้งานภายในอุตสาหกรรมของเรา ให้ทำงานได้อย่างสะดวก และเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ซึ่ง Cloud ก็เป็นสื่งที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มที่จะเป็นทางเลือกหลักในอนาคต ที่สำคัญเลยคือปัจจุบัน Cloud กำลังได้รับความนิยม และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจ เพราะระบบ Cloud นั้นมีความยืดหยุ่น และความสะดวกสบายในการจัดการข้อมูล ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายขึ้น แถมต้นทุนต่ำด้วย อย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าระบบ Cloud เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อ หรือเช่าพื้นที่เก็บข้อมูล แม้แต่คุณสามารถยกเลิกการเก็บข้อมูลบน Cloud เมื่อไรก็ได้  โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานมาคอยดูแลระบบให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง และยิ่งหากคุณต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้นกว่าเดิม ระบบ Cloud ก็สามารถเพิ่มให้คุณได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่ต้องวุ่นวายซื้อเครื่องอะไรเพิ่มเติม ถือว่าตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจของคุณได้มากกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

หากองค์กรไหนกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องการคำแนะนำ หรืออยากหาคอร์สหลักสูตรเกี่ยวกับ Cloud ให้พนักงานได้พัฒนาฝีมือ เพื่อนำไปปรับใช้สำหรับองค์กรของคุณ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเข้ามากับทาง Nipa.Cloud ได้เลยนะคะ เพราะทางเรามีการเปิดอบรม Training ในหลายหลักสูตรเลย

แต่ผู้ที่เริ่มต้นเราขอแนะนำหลักสูตร Cloud Computing Fundamentals เลยค่ะ โดยจะได้เรียนรู้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ OpenStack และ Cloud Computing กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ที่สำคัญคือจะได้อบรมเชิงปฏิบัติด้วย คอร์สเริ่มต้นนี้คุ้มแน่นอน หากสนใจสามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/courses/ หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-107-8251 ต่อ 810 เลยนะคะ


18 ต.ค.

ทำความรู้จักกับ Open Container Initiative

Open Container Initiative (OCI) เป็นการพัฒนาภายใต้ Linux Foundation หนึ่งในโปรเจกต์การออกแบบระบบ Container ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมา โดยเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนในปีที่ผ่านมา ตัวเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งใหม่ที่มีการพัฒนาขึ้นซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากตัวอื่นคือมีขนาดเล็ก ตัวโครงสร้างออกแบบมาแบบ Open governance โดยตัวOCI นี้ถูกใช้อย่างกว้างขวางในองค์กรชั้นนำ เช่น Amazon Web Services, Docker, CoreOS, Microsoft, VMware, EMC เป็นต้น จะเห็นได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ส่วนมากให้ความสำคัญกับระบบนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน

เรามาทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าโปรเจกต์ OCI นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของ Docker ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักพัฒนาที่ให้ความสนใจ container-based virtualization ซึ่งถือได้ว่าเป็นทางเลือกสำหรับหลายองค์กรที่ต้องการระบบที่ได้คุณภาพ เป็นอีกทางเลือกที่ดีที่สุดของการลบล้างข้อจำกัดในความสามารถด้าน Portability ของแต่ละ Application ใน Multiple environments

ในอนาคตมีการวางแผนต่อยอดและพัฒนาต่อสำหรับการไปถึงเป้าหมายของการพัฒนาโปรเจกต์นี้ สร้างมาตรฐานให้กับ Container และแพลตฟอร์ม Container ใหม่ๆ ซึ่งในอนาคตจะมีการเปิดกว้างอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นเพื่อให้รองรับและสามารถนำมาใช้กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ระบบฮาร์ดแวร์ ได้อย่างหลากหลายโดยที่ผู้ใช้สามารถใช้บริการได้อย่างอิสระ ไม่มีข้อผูกมัดกับระบบ Orchestration Stack หรือองค์กรเชิงพาณิชย์รายใดรายหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นความมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้ได้ตามความมุ่งหวังต่อไป


8 ก.ย.

Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก

ทุกวันนี้โลกของเราก้าวเข้าสู่ระบบดิจิตอล(Digital) เกือบจะเต็ม 100% ในทุกมุมโลก จากเมื่อก่อนที่เป็นระบบ อนาล็อก(Anlog) ทุกอย่างจะถูกทำไปอย่างช้าๆอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างเช่น การสื่อสารที่ต้องติดต่อกันครั้นในอดีตจะมีระยะเวลาที่นานมากจนทำให้บางครั้งบางเหตุการณ์ช้าเกินไปที่จะรับรู้ได้ทั้งหมด แต่ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นระบบดิจิตอล (Digital) ที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว จากการสื่อสารที่ต้องใช้ระยะเวลาในการส่งนาน เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น  นั่นแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางเทคโยโลยีของโลกก็ว่าได้ Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้ตระหนักถึงความสำคัญของยุคดิจิตอลในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจึงทำให้ Mirantis ก้าวเข้ามาเป็นองค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลกในทุกวันนี้ได้

ในเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จักระบบคลาวด์(Could Stytem) อย่างแน่นอน มันคือระบบคลังข้อมูลที่เป็น Database ขนาดมหึมา คอยเก็บข้อมูลข่าวสารต่างๆไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมนำข้อมูลเหล่านั้นส่งต่อให้กับบุคคลที่เข้าถึงฐานระบบข้อมูลและสามารถดึงไปใช้ได้ทั่วทุกมุมโลกทุกที่ทุกเวลาเลยทีเดียว ซึ่งองค์กรที่ดำเนินการธุรกิจด้านนี้อย่างมีความสามารถและยิ่งไปกว่านั้นถือเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญระดับต้นของโลกอย่าง Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก เป็นที่น่าจับตามองของคนที่อยู่ในวงการคลาวด์ (Could Stytem) อย่างมาก Mirantis องค์กรขนาดใหญ่ด้านความเชี่ยวชาญพร้อมความสามารถด้านการบริการและความเชี่ยวชาญของระบบ Data Center ของธุรกิจคุณ

เปิดประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับคลาวด์ (Could Stytem) ไปกับ Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมจับมือร่วมกับ Nipa Technology ได้แล้ววันนี้ สงใจลงทะเบียน คลิก https://training.nipa.cloud/th/home/


24 ส.ค.

ย้อนกลับไปยุค 90s ด้วยแว่นวินเทจ

วัฎจักรของแฟชั่นหมุนเวียนเป็นวงกลม อะไรที่เคยนิยมตอนนี้ อีกหลายสิบปีจะกลับมานิยมใหม่ เช่นเดียวกับที่ปัจจุบันชั่นยุค 90s กำลังจะกลับมาฮิตอีกครั้ง การันตีได้จากการเห็น Celebrity หรือดาราหลายคนเริ่มหันมาสวมเครื่องแต่งกายและใส่เครื่องประดับย้อนยุคอย่าง Choker, รองเท้าแฟลตฟอร์ม, เสื้อครอป, กระโปรงยาว, Bucket Hat และ “แว่นวินเทจ” อยู่บ่อยๆ

แว่นวินเทจ

โดยเฉพาะ “แว่นวินเทจ” เป็นแฟชั่นแว่นตาที่ถูกแพร่ระบาดไปทั่วโลกไม่ว่าจะไทยหรือเทศอย่างรวดเร็วเสมือนเชื้อไวรัส ยิ่งในตอนนี้ที่เทรนด์ใส่แว่นตากำลังมาแบบสุดๆ ซึ่งแว่นวินเทจนี้แต่เดิมมีลักษณะพิเศษอยู่ตรงรูปทรงที่เป็นวงกลมบางๆ และเลนส์แว่นที่ออกเป็นสีใส แต่ในปัจจุบันถูกดัดแปลงให้มีความทันสมัยและเก๋ไก๋มากขึ้นด้วยการเพิ่มกรอบให้หนาขึ้น บางสไตล์มีมุมเหลี่ยมเล็กน้อย กับเพิ่มสีอ่อนๆ ลงในเลนส์ให้ดูสดใส เราสามารถแบ่งประเภทแว่นวินเทจยุค 90s ได้ออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. Tinted Lenses Sunglasses คือ แว่นวินเทจที่มีสีเลนส์อ่อนๆ เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีฟ้าอ่อน ฯลฯ กรอบอาจจะเป็นได้ทั้งวงกลม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม หรือรูปหัวใจที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ชอบแต่งตัวแนวคลาสสิกด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ เพราะจะช่วยทำให้คนใส่ดูเป็นคนมีบุคคลิกที่มีเสน่ห์ และมีความเก๋อยู่ในตัว
  2. White Frames Sunglasses คือ แว่นคู่ใจของบรรดาคนที่ชอบแต่งตัวแนว Street และ Sport เพราะมันเป็นแว่นวินเทจที่ถูกดัดแปลงให้มีกรอบสีขาวหนาๆ เพื่อตัดกับเลนส์สีเข้มๆ เช่น เลนส์สีดำ เลนส์สีม่วงเข้ม ฯลฯ ปรับลุคให้ดูทะมัดทะแมง ซึ่งถือได้ว่าตัวแทนของแว่นวินเทจยุค 90s ได้ดี
  3. Round Dark Sunglasses คือ แว่นวินเทจที่คงรูปทรงกลมเอาไว้
  4. Cat Eye Sunglasses ติดลิสต์แว่นกันแดดสุดเฉี่ยวตลอดกาลเลยสำหรับดีไซน์ Cat eye แว่นกันแดดทรงเก๋ ถึงจะไม่ใช่สาวที่อินแฟชั่นยุค 90s ก็ใส่แล้วเลิศอยู่ดี แต่จะดียิ่งกว่าถ้า whole book ของคุณเป็น 90s style ด้วย โดยเฉพาะกับลิปสติกสีแดงก่ำๆ

ขอบคุณรูปภาพ จาก Giftgreats : แว่นตา