13 ก.ค.

การโฆษณาบนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน

การโฆษณาบนโลกออนไลน์ในปัจจุบันแบรนด์กำลังพยายามที่จะผสมตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคโดยการทำคอนเทนท์แฝงตัวเองเข้าไปในสื่อต่างๆ ให้แนบเนียนที่สุด เช่นไปในรูปแบบของ Advertorial เนียนไปกับการอ่านหนังสือ หรือนิตยสาร เพื่อให้แบรนด์ดูน่าจะเชื่อถือ เป็นมิตร จริงใจ หวังดี ดูเหมือนไม่ได้มีเจตนาขายของแต่อย่างใด แต่ทั้งหมดคือเภาพลวงตา

ตั้งแต่ยุค 90 การประเจิดประเจ้อมากเกินไปของการโฆษณาก็เริ่มโดนต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นการการสนับสนุนกีฬาสีโรงเรียนของโค้ก การให้การบ้านเด็กไปออกแบบรองเท้าไนกี้ในฝัน หรือแม้กระทั่งการที่เด็กหัดพูดเริ่มฮัมเพลงตามตัวตลกในโฆษณาของเล่น จนมาถึงปัจจุบันในยุคของโซเชียลมีเดีย ความไม่เห็นด้วยเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ แบรนด์จึงยังต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ไม่ดูขายของจนน่าเกลียดเพราะอย่างไรแล้ว ผู้บริโภคก็ไม่ชอบการโฆษณา

แบรนด์จึงเริ่มกลยุทธ์ละเอียดอ่อน โดยการเล่าเรื่องของตัวเองลงไปบนแพลตฟอร์มที่กำลังได้รับความนิยม และพยายามเล่าแบบเนียนๆ เหมือนเรื่องธรรมดาๆ ที่ผู้บริโภคทั้งหลายต้องเสพทุกวันอยู่แล้ว หากแมสเสจที่แบรนด์ต้องการจะส่งเข้ากันได้ดีกับแพลตฟอร์มที่พวกเขาเลือก แบรนด์มีโอกาสในการได้รับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ รวมไปถึงคอนเทนท์ถูกพูกถึงในวงกว้าง

แต่แบรนด์คอนเทนท์แบบนั้นะอยู่ได้อีกไม่นานด้วยเหตุผลมากมาย อย่างแรกที่เด่นชัดเลยคือความตั้งใจของแบรนด์ที่ปิดไม่อยู่ การทำคอนเทนท์แบบนั้นต้องพยายามซุกซ่อนแมสเสจของการขายของลงไปให้เนียนที่สุด ซึ่งมันยากมากสำหรับแบรนด์ในปัจจุบันที่จะซ่อนความกระเหี้ยนกระหือรือในการขายของไว้ภายใต้เงินจำนวนมหาศาลที่สร้างคอนเทนท์ขึ้นมา อีกเหตุผลสำคัญคือเรื่องโกหกมากมายที่แบรนด์ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อชูสินค้าของตัวเอง เพราะไม่ว่าแบรนด์จะสร้างเรื่องราวทรงคุณค่า จ้างโปรดักชั่นใหญ่โตอลังการจนเป็นที่กล่าวขานในโลกโซเชียลมากมายเพียงไร แต่ถ้าสินค้าของพวกเขาไม่ได้ดีจริงแบบเรื่องราวที่พวกเขาพยายามเล่า ก็เปล่าประโยชน์

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดคือการปลด Brand ทิ้ง การทำแบรนดิ้งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งจำเป็นเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในการบอกผู้บริโภคว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ คืออะไร เป็นยังไง มาจากไหน สิ่งที่แย่คือการพยายามโกหกมันต่างหาก ดังนั้นการปลดแบรนดิ้งออกแล้วกลับสู่สามัญแบบการขายของในสมัยก่อนอาจเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคจะเชื่อใจได้ วิธีการนี้เริ่มแล้วในเบอร์ลินกับร้านค้าปลีกที่แบ่งขายสินค้าแบบ Unbrand Unpackage เป็นจุดที่หลีกหนีจากการห่อเปลือกและโฆษณาทั้งปวง เหมือนจับสินค้ามาแก้ผ้าแล้วเจ้าของร้านเป็นคนเลือกสินค้าที่จะวางขายในร้านของเขา ซึ่งในฐานะของคนรับภาระการขายเขาขะเลือกแต่ของที่ดีเพื่อมาขาย และโปรโมทสินค้าเหล่านั้นด้วยตัวเอง เมื่อสินค้าใช้ดีก็เกิดการบอกปากต่อปาก คนที่เป็นตัวกลางในการกระจายข้อมูลสินค้าต่อกันไปเรื่อยๆ ก็จะไม่ใช่แบรนด์ แต่จะเป็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนพ้องน้องพี่ใกล้ตัวของเรานั่นเอง ซึ่งเขาเหล่านี้นี่เองที่จะกลายมาเป็นตัวกลางแทนที่โฆษณาระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค จะว่ากันไปแล้วก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นการทำแบรนดิ้งอย่างนึงแบบไม่ติดแบรนด์นั่นเอง


11 ก.ค.

ใช้ระบบ Cloud ปลอดภัยแค่ไหน

ในแง่ของระบบความปลอดภัย ก่อนที่เราจะถามว่า Cloud ปลอดภัยแค่ไหน เราจะต้องแยกแยะชั้นความลับข้อมูลและระบบเราก่อน กล่าวคือทำ Classification เชื่อว่าข้อมูลบางอย่างของเราเป็นความลับแต่บางอย่างก็ไม่เป็นความลับ ดังนั้นบางอย่างเราสามารถนำไปเก็บที่สาธารณะได้บางอย่างอาจต้องเก็บไว้ในองค์กร คิดเสมือนว่าถ้าเรามีตู้เซฟไว้ในบ้าน เราคงไม่เอาของทุกอย่างในบ้านเป็นเก็บไว้ในตู้เซฟและบางอย่างเราสามารถเอามาวางไว้นอกตัวบ้านด้วยซ้ำโดยไม่ต้องกังวลว่าจะสูญหายมากนัก

องค์กรต้องดูก่อนว่าองค์กรของตัวเองเป็นรูปแบบใด ถ้าองค์กรเป็น SME การใช้ Cloud อาจมีความเหมาะสมข้อมูลส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นความลับ และ Cloud Provider รายใหญ่ๆก็มักจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดี การใช้บริการ Public Cloud เผลอๆการรักษาความลับข้อมูลในองค์กรอาจปลอดภัยกว่าการให้พนักงานในองค์กรมาจัดการเสียอีก เพราะโดยมากการรั่วไหลของข้อมูลมักจะมาจากองค์กรภายใน

องค์กรใหญ่ๆก็สามารถนำระบบบางระบบที่ต้องออกอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว และไม่มีความลับมากขึ้น Public Cloud ได้เช่น ระบบอีเมล์ที่มีหลายองค์กรหันไปใช้อีเมล์ของ Google Apps หรือ Office 365 ซึ่งในปัจจุบันทราบว่ามีธนาคารหลายแห่ง รวมทั้งสถาบันการศึกษามาใช้กัน นอกจากนี้อาจรวมถึงระบบอื่นๆที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อกฎระเบียบหรือมาตรฐานขององค์กรเช่นระบบ Salesforce ที่ทางธนาคารในประเทศไทยบางแห้งนำเข้ามาใช้ แต่อย่างไรก็ตามองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความมั่นคง บางครั้งการใช้่ Public Cloud อาจไม่เหมาะสมนัก เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคง หรือด้านสาธารณสุข ด้านภาษี


8 ก.ค.

การตลาดด้วยอีเมล อย่าง EMAIL MARKETING

การตลาดแนวใหม่บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่หันมาทำการตลาดด้วยอีเมล อย่าง email marketing เป็นการนำเสนอโฆษณา โปรโมชั่น แคมเปญต่างๆ เข้าถึงลูกค้าผ่านทางอีเมล เนื่องด้วยประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ยิ่งถ้าหากมีการดีไซน์รูปลักษณ์และเนื้อหาในอีเมลให้น่าสนใจ ยิ่งเป็นการช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรได้มากขึ้น

หลักเบื้องต้นที่ควรพิจารณาในการทำ email marketing คือ ต้องมั่นใจว่าลูกค้ามีความยินดีที่จะรับอีเมลที่เราส่งไป มิฉะนั้นอีเมล์ของเราก็จะกลายเป็นสแปมหรืออีเมลขยะได้ง่าย ๆ การเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยการให้ลูกค้าตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตนเองสนใจ พร้อมทั้งระบุอีเมลแอดเดรสเพื่อรับข่าวสารจะช่วยให้อีเมลของเราสามารถนำเสนอข่าวสารให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด และไม่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้ที่ได้รับ

หัวเรื่องที่ใช้ต้องตรงประเด็น ไม่ใช่ตั้งหัวข้อลวงให้ลูกค้าเข้ามาเปิดอ่าน อีเมลแอดเดรสของผู้ส่งต้องชัดเจน มีตัวตนอยู่จริง การกำหนดอีเมลแอดเดรสและเนื้อหาที่ไม่สื่อถึงธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน อาจสร้างความไม่น่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าเกิดความไม่มั่นใจ ส่งผลให้การส่งอีเมลในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

อีเมลทุกฉบับต้องระบุ Unsubscribe link ไว้ด้วยเสมอ เพื่อให้ลูกค้าเลือกที่จะไม่รับอีเมลอีกต่อไปได้ ทั้งยังใช้ในการประเมินผลความสนใจของลูกค้าที่มีต่อการส่งอีเมลของเรา ถ้าลูกค้ายกเลิกการรับอีเมลเป็นจำนวนมาก ก็จะต้องมาวิเคราะห์กันว่า เป็นเพราะอะไร ต้องปรับปรุงเนื้อหา รูปแบบ หรือตัวแคมเปญอย่างไรต่อไป

เลือกแคมเปญและโปรโมชั่นที่คิดว่าลูกค้าจะสนใจ แล้วคิดวิธีนำเสนอให้เหมาะสม เช่น แคมเปญที่จัดขึ้นในวาระสำคัญ อาจนำเสนอในรูปแบบ E-card หรือหากต้องการอัปเดตข่าวสาร หรือผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ให้ลูกค้ารู้จัก อาจส่งเป็น E-newsletter ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ควรส่งเกิน 1 ครั้งต่อเดือน เพราะอาจทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้บริโภคข่าวสารนั้นมากเกินไป จนเกิดความเบื่อหน่าย และรู้สึกไม่ดีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการ

เมื่อเลือกรูปแบบแล้วก็ถึงเวลาดีไซน์หน้าตาของอีเมลให้สวยงาม สะดุดตา และสามารถดึงดูดใจลูกค้าได้ด้วยภาษา HTML เช่นเดียวกับเว็บเพจทั่วไป แทนที่จะมีแต่ตัวอักษรล้วน ๆ หลังจากนั้นก่อนส่งอีเมลควรทำความเข้าใจคำนิยามของสแปมให้กระจ่างแจ้งว่าผู้ให้บริการอีเมลแต่ละแห่งกำหนดลักษณะของสแปมไว้ว่าอย่างไร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอีเมลที่ส่งออกไปจะเดินทางไปถึงอินบ๊อกซ์ของลูกค้าโดยที่ไม่ถูก Google Yahoo หรือ Hotmail คัดทิ้งให้ลงไปนอนนิ่งอยู่ในส่วนของสแปมเมลเสียก่อน

email marketing สุดท้ายคือการติดตามผลตอบรับของลูกค้า โดยเราสามารถตรวจสอบได้จากรายงานบนระบบอีเมลว่ามีลูกค้ากี่รายเปิดอ่านอีเมลของเรา และมีลูกค้ากี่รายที่ไม่ต้องการรับอีเมลอีก หรือบางระบบอาจสามารถตรวจสอบได้ถึงขั้นว่า ลูกค้าคลิกที่ลิงก์อะไรมากเป็นพิเศษ ช่วยให้เราประเมินได้ว่าลูกค้าสนใจข้อมูลอะไรมากเป็นพิเศษอีกด้วย เพื่อที่จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ประเมินผลของแคมเปญหรือโปรโมชันที่เราจัดส่งไป การทำการตลาดด้วยอีเมล หรืออีเมลมาร์เก็ตติ้งที่ทั้งถูก เร็ว และดีเช่นนี้ ช่วยเพิ่มศักยภาพทางการตลาดในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างเช่นทุกวันนี้